Future Watch: Cocooning 2.0 Are Consumers Still Staying Home?

Future Watch: Cocooning 2.0 Are Consumers Still Staying Home?

Future Watch: Cocooning 2.0 Are Consumers Still Staying Home?

ศัพท์คำว่า “Cocooning” เริ่มเป็นที่รู้จักในช่วงปี 2000 ตั้งแต่อินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในชีวิตคนมากขึ้น และช่วยให้เราทำทุกอย่างได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องเดินทางออกจากบ้าน ทั้งนี้ยูโรมอนิเตอร์ได้สรุปทิศทางของพฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มนี้ไว้ดังนี้

ชาวอเมริกันจะปิดตัวเองจากโลกภายนอกมากขึ้น นิยมอยู่ในบ้านหรือชุมชนที่มีรั้วรอบขอบชิด เพื่อป้องกันตนเองจากคนแปลกหน้า เช่นเดียวกับในแอฟริกาใต้ และอินเดีย

ข่าวสารออนไลน์สามารถสร้างความรู้สึกไม่ปลอดภัยให้กับชาวมาเลเซีย เพราะข่าวที่เกี่ยวกับการลักพาตัวการทำร้ายร่างกาย และการโจรกรรมมักถูกเผยแพร่ออนไลน์ และในปัจจุบันชุมชนต่างๆ มักมีรั้วรอบขอบชิด และมียามประจำ เช่นเดียวกับในบราซิลซึ่งมีคนชั้นกลางที่มีฐานะดีขึ้นก็รู้สึกต้องการความปลอดภัยมากขึ้น ปัจจุบันตามอพาร์ทเมนท์ต่างๆ จึงมักมีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ห้องออกกำลังกาย และร้านให้เช่าดีวีดี ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้คนรู้สึกไม่ปลอดภัยมาจากข่าวสารทางโทรทัศน์ที่มักเน้นข่าวอาชญากรรม ความรุนแรง และอุบัติเหตุบนท้องถนน

ผู้บริโภคชาวอังกฤษและไอร์แลนด์หันมาดื่มเหล้าในบ้านแทนการไปผับในท้องถิ่นเนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจและกฎหมายที่เข้มงวดขึ้นในเรื่องเมาแล้วขับและการห้ามสูบบุหรี่

ภัยพิบัติทางธรรมชาติทำให้คนออสเตรเลียต้องการความปลอดภัยมากขึ้นและชอบอยู่ในบ้านมากขึ้น ขณะที่ในสหรัฐอเมริกาปัญหาเรื่องเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวทำให้คนอยู่บ้านมากขึ้น และความวิตกเรื่องความปลอดภัยส่วนตัวก็เป็นอีกสาเหตุที่สำคัญหลังจากที่เกิดคดีฆาตกรรมในโรงภาพยนตร์มีผู้เสียชีวิตนับสิบเมื่อไม่นานนี้

ในขณะที่การปกป้องตัวเองจากโลกภายนอกเป็นที่นิยมมากขึ้นก็มีกระแสที่ต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมในสังคมเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของโลก เช่น ในสหราชอาณาจักร ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ที่มีการเคลื่อนไหวของชมรมนักอ่านและ Men’s Shed ส่วนในออสเตรียและสาธารณรัฐเช็กมีโครงการ “Rent a Granny”เพื่อเพิ่มความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างคนต่างวัย

แนวโน้มอีกประการหนึ่งคือผู้บริโภครุ่นใหม่ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากการจัดกีฬาโอลิมปิกที่ลอนดอนที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชนได้ ในขณะที่ต้องการปกป้องตนเองด้วย

ขณะที่คนส่วนหนึ่งหาเพื่อนผ่านทางสังคมออนไลน์เพื่อมาทำกิจกรรมร่วมกันในโลกความเป็นจริงแต่การวิจัยพบว่าชาวอเมริกันที่ใช้โซเชียลมีเดียถึงร้อยละ 40 ชอบมีปฏิสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์มากกว่ากับตัวคนจริงๆ

ที่มา: Euromonitor International

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s